"สิ่งที่ควรทำ & สิ่งที่ควรเว้น" เมื่อมีภัย []
ช่วงไต่ตามทาง: ข่าวน้ำท่วม- ผู้ฟังท่านนี้ดูข่าวในทีวีแล้ว รู้สึกสงสารผู้ประสบภัยน้ำท่วม รู้สึกเป็นทุกข์ - สิ่งที่ควรทำ สิ่งที่ควรเว้น เมื่อประสบภัยหรือถูกสถานการณ์บีบคั้น เป็นทุกข์ คืออะไร ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: สิ่งที่ควรทำ & สิ่งที่ควรเว้น เมื่อมีภัย1. ทุพภิกขภัย– ความไม่ประมาท มีได้ 3 ช่วงเวลา คือ ก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และภายหลังพ้นภัย - สิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ควรเว้น ในแต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกัน(1) ก่อนน้ำท่วม = ควรคิดไว้ล่วงหน้า หากน้ำท่วมจะเอาสิ่งของทั้งหมดไปไม่ได้ ต้องตัดสินใจเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่มีค่าไป เตรียมเก็บสิ่งของเหล่านั้นไว้(2) ระหว่างน้ำท่วม = หากได้เตรียมการก่อนน้ำท่วมไว้แล้ว สิ่งที่ต้องจัดการระหว่างน้ำท่วมก็จะมีไม่มาก(3) หลังน้ำท่วม = ทำความสะอาด เคลียร์สิ่งของที่ใช้ได้-ใช้ไม่ได้ เริ่มต้นใหม่ ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้- กรณีไม่ได้เตรียมตัวก่อนเกิดภัย = สิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องทำจิตให้มีสภาวะเป็นกุศล เพื่อเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้า เลือกทำสิ่งที่ต้องทำ, สิ่งที่ควรเว้น คือ ต้องไม่ทำจิตให้เป็นอกุศล เช่น คิดทางกาม พยาบาท เบียดเบียน พูดไม่ดี ทำไม่ดี- จิตที่ไม่ได้อยู่ในห้วงอกุศล เป็นจิตที่มีพลัง จะเห็นสิ่งที่ควรทำ และวิธีแก้ปัญหาได้- ไม่ว่าสถานการณ์จะเกิดขึ้นก่อน ระหว่าง หรือภายหลัง สิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ควรเว้น คือ การทำในสิ่งที่เป็นไปตามมรรค 8 ทั้งทางกาย วาจา และใจ 2. ภัยจากความเจ็บ ความแก่ และความตาย- เป็นภัยที่ใครก็ช่วยกันไม่ได้ เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าทุพภิกขภัย- สิ่งที่ควรทำ สิ่งที่ควรเว้น คือ การปฏิบัติตามมรรค 8 เช่นเดียวกัน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
"โภคทรัพย์" VS "อริยทรัพย์" [6902-1u]
Q1: ใช้เงินทำบุญไม่ตรงตามวัตถุประสงค์A: ต้องใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ - ถ้าระบุวัตถุประสงค์กว้าง ๆ ว่า "เพื่อปัจจัยสี่อันควรแก่สมณะจะบริโภค" โดยไม่เจาะจงว่าเป็นสิ่งใดบ้าง ก็นำไปใช้ได้หมดเพื่อปัจจัยสี่- ถ้าจะนำไปใช้เพื่อสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ปัจจัยสี่ เช่น สี่อธรรมะ ต้องพิจารณาว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่ (=ของที่ควร) ถ้านำไปใช้แล้วนำมาคืน ก็ไม่ขัดอะไร แต่ต้องมีการปรึกษากับหมู่คณะ มีมติเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้มีความตรงไปตรงมา ตรวจสอบได้Q2: ฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบันA: “สัมปชัญญะ” = การรู้ตัวทั่วพร้อม - ให้เอา "สติ" ไปอยู่กับกิจวัตรประจำวัน เริ่มจาก “ฝึกสังเกต” = ทำทีละอย่าง แล้วสังเกตอิริยาบทในสิ่งที่ทำนั้น อย่าทำหลายอย่างพร้อมกัน ให้กำหนดเวลาเพื่อทำทีละอย่าง Q3: ใช้จ่ายเงินให้พอดีA: เงินที่ได้มา ต้อง “อย่าผิดศีล” อย่าโกหก- การบริโภคตามกระแสมาก ๆ อาจพลั้งพลาดทำผิดศีลได้- ความสุขทางกาม เปรียบเหมือนหม้อที่ไม่เห็นก้นหม้อ ให้ได้ไม่เต็ม ดังนั้น การหาจุดพอดีในกาม ย่อมไม่มี- แต่มีความสุขแบบอื่นที่มีโทษน้อยกว่า มีประโยชน์มากกว่าความสุขทางกาม คือ ความสุขจากในภายใน นี่คือจุดที่พอดี- ความสุขจากในภายใน เริ่มจาก อย่าทำผิดศีล สำรวมอินทรีย์ ฝึกสติสัมปชัญญะ ฝึกอยู่กับปัจจุบัน และหาที่อยู่ให้จิต (ไม่ให้ไปตามกระแสของกาม) เช่น สมาธิ ธรรมะ ฌาน อุเบกขา ปีติสุขQ4: บ้าน = ทรัพย์สินหรือหนี้สินA: ทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน เป็น “โภคทรัพย์” - ในมุมมองของอริยสัจสี่ โภคทรัพย์เหล่านี้ถือเป็นของสาธารณะ เช่น เงินอยู่ในกระเป๋าของใครก็เป็นของคนนั้น เปลี่ยนมือกันได้ ไม่ได้อยู่ซื่อสัตย์กับเจ้าของคนเดียว- “อริยทรัพย์” = ศรัทธา ศีล หิริโอตัปปะ ความเพียร ปัญญา ฯลฯ - ท่านให้แสวงหาอริยทรัพย์ เพราะเป็นของของตนเท่านั้น คนอื่นแย่งไปไม่ได้ ใช้แล้วไม่หมด ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่ม แม้ตายแล้วก็ยังตามติดไป- ถ้าเรามีอริยทรัพย์ เราจะอยู่ผาสุกได้ แม้เมื่อยากจนหรือเจ็บไข้ได้ป่วย อริยทรัพย์จึงประเสริฐกว่าโภคทรัพย์Q5: ความสุขแท้จริงของชีวิตA: ความสุขมีหลายระดับ 1. ความสุขทางกาม = ความสุขที่เกิดจากโภคทรัพย์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้งหลาย ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เป็นความสุขที่มีโทษมาก มีประโยชน์น้อย2. ความสุขจากในภายใน = แบ่งเป็นหลายระดับ มีความละเอียดประณีตขึ้นไป เช่น ความสุขจากสมาธิ ก็แบ่งเป็นหลายระดับ- เป็นความสุขที่แท้จริง เป็นสิ่งที่เป็นที่พึ่งของเราได้ โดยไม่ต้องพึ่งสิ่งภายนอก ไม่ต้องเบียดเบียนใคร- แม้ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก เพราะมีวิธีการ มีเส้นทาง และคนที่ทำได้แล้ว ก็มีอยู่ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สุขภาพกายใจที่ดี [6901-1u]
ช่วงไต่ตามทาง : โรคซึมเศร้าผู้ฟังท่านนี้ สุขภาพกายดี แต่สุขภาพใจเป็นโรคซึมเศร้า จิตใจหดหู่ อยากฆ่าตัวตาย แต่มีกัลยาณมิตรแนะนำให้ไปปฏิบัติธรรม รู้จักการฝึกสติอยู่กับตัวเอง ให้สังเกตรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น (เศร้า โกรธ เหงา ขี้เกียจ) จดบันทึกไว้ ทำอยู่ประมาณ 6 – 12 เดือน เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน อารมณ์เหล่านั้นอ่อนแรงลง ความซึมเศร้าลดลง มีการพัฒนาอุปนิสัยใหม่ มีกิจกรรมใหม่ในทางที่ดีขึ้น ฟื้นฟูจากโรคซึมเศร้า สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขจิตมีโรค คือ ราคะ โทสะ โมหะ แก้ด้วยธรรมโอสถ เริ่มจาก "สติ"“เมื่อเราตริตรึกไปทางไหน จิตเราจะน้อมไปทางนั้น จิตเราน้อมไปทางไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง หากเราไม่ตริตรึกไปทางไหน จิตเราก็จะไม่น้อมไปทางนั้น จิตเราไม่น้อมไปทางไหน สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง”ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ : สุขภาพดี“สุขภาพดี” ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ การเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย มีไฟธาตุสำหรับย่อยอาหารที่ย่อยได้อย่างสม่ำเสมอ พอปานกลาง ไม่ร้อนเกิน ไม่เย็นเกิน พอควรแก่การทำความเพียรหากมีโรคมาก ก็จะมีเวทนามาก ชีวิตก็จะไม่ยืนยาว เวทนานั้นปรับตามอาพาธ อาพาธปรับตามธาตุไฟ (ความร้อน ความเย็น การเผาไหม้ ในร่างกาย) ถ้าธาตุไฟไม่สมดุล ไม่สม่ำเสมอ ร้อนเกินไปบ้าง เย็นเกินไปบ้าง ก็เป็นอาพาธร่างกายต้องใช้ความร้อนในการย่อยอาซึ่งเป็นอันเดียวกับความร้อนที่ทำให้แก่ การกินมากไปทำให้แก่เร็วเพราะเกิดการเผาไหม้ในร่างกาย จึงต้องกินแต่พอดี ตามหลักธรรมเรื่อง “โภชเน มัตตัญญุตา” คือ กินพอประมาณ ให้มีธาตุไฟสม่ำเสมอ ให้มีเวทนาเบาบาง จะแก่ช้า ครองอายุได้ยืนนานสุขภาพกายดี ให้ผล 3 ประการ1. เป็น 1 ใน 5 ขององค์แห่งผู้สมควรประกอบความเพียร (ปธานิยังคะ)คนที่จะทำความเพียรให้เกิดผลสำเร็จได้ มีเหตุ 5 ประการ คือ(1) มีศรัทธา - มั่นใจในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า(2) มีอาพาธน้อย - มีธาตุไฟสม่ำเสมอ(3) ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา – เปิดเผยความผิดของตนแล้วแก้ไขปรับปรุง รับฟังคำเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น(4) เป็นผู้ปรารภความเพียร - ไม่ทอดทิ้งธุระ ละสิ่งที่เป็นอกุศล เพิ่มสิ่งที่เป็นกุศล(5) มีปัญญา - เห็นความเกิดขึ้น ดับไป สังเกตสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ2. คลายความยึดถือในกายง่ายกว่าทางใจมนุษย์ประกอบด้วยกายและใจ กายคือรูป ใจคือนาม สิ่งที่เป็นนามทั้งหลาย มีธรรมชาติเกิดขึ้น ดับไป ดับไป เกิดขึ้น ตลอดวันตลอดคืน การเห็นความเสื่อมสลายไม่ชัดเจน ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจึงทำได้ยาก ส่วนกาย จะดำรงอยู่กี่ปี ก็เปลี่ยนแปลงไป เสื่อมถอย แตกสลายไป ซึ่งปรากฏให้เห็นได้ง่ายกว่าใจ การคลายความยึดถือในกายจึงทำได้ง่ายกว่าทางใจ3. เป็น 1 ในสติปัฏฐาน 4 - เห็นกายในกายการเห็นกายในกาย คือ พิจารณาให้เห็นกาย (ที่มีสุขภาพดี) นี้ โดยความเป็นของไม่สวยงาม เป็นของปฏิกูล เป็นอสุภะ หรือ พิจารณาลมเข้า-ออก หรือ พิจารณาอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน มีสติสัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อมทุกขณะเราใช้ผลของการมีสุขภาพกายที่ดีเพื่อชนะกิเลส โดยพิจารณากายในกาย ตั้งสติปัฏฐาน 4 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
"เป้าหมายชีวิต" ของวัยหนุ่มสาวและผู้สูงอายุ [6852-1u]
Q1: เป้าหมายชีวิตของวัยหนุ่มสาวA: ตัวเรา คือ คนที่บอกได้ดีที่สุดว่าต้องการหรือไม่ต้องการอะไรจิตที่มีพลังสมาธิ จะทำให้การตัดสินใจได้ดี แม้ตัดสินใจผิดจิตใจก็จะไม่เป็นอะไร จิตจะไม่มีปมจากความผิดพลาดนั้น แต่จะเรียนรู้ความผิดพลาดเป็นบทเรียน มีปัญญาเกิดขึ้นควรฝึกจิตให้มีสมาธิอยู่ตลอดเวลาจะทำให้เกิดความคิดความเข้าใจบางประการในแต่ละเรื่องที่เผชิญอยู่Q2: เป้าหมายชีวิตของผู้สูงอายุA: วิธีสร้างคุณค่าของการมีชีวิตอยู่1. อิทธิบาท 4 = ใส่ความพอใจ ความตั้งใจในสิ่งที่ทำอยู่ให้เต็มที่ เช่น ดูแลต้นไม้ จัดบ้าน กิจกรรมอื่นๆ ที่ทำในแต่ละวัน (สอดคล้องกับหลักอิคิไก ของญี่ปุ่น)2. กัลยาณมิตร3. กินพอประมาณ = 80% ของความอิ่มทั้งหมดQ3: ความดีทำยากA: การทำความดีง่ายหรือยาก ขึ้นอยู่กับความเคยชินของแต่ละคนความดี = คนดีทำได้ง่าย คนชั่วทำได้ยากความชั่ว = คนชั่วทำได้ง่าย คนดีทำได้ยากสิ่งที่เป็นความดี คือ ทำแล้วมีประโยชน์มาก ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย ทั้งในเวลานั้น ในเวลาต่อมา และในเวลาถึงที่สุด ได้แก่ พูดดี คิดดี ทำดี, ศีล สมาธิ ปัญญาต้องเปลี่ยนมุมมอง (ทิฏฐิ) ว่า อะไรจะเป็นประโยชน์มาก ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย อย่ามองว่าง่ายหรือยากQ4: ลดความขัดแย้งในที่ทำงานA: 1. ปรับศีลและทิฏฐิให้เสมอกัน2. ใช้หลักพรหมวิหาร 4 - คนที่ไม่สามัคคีกัน เพราะยังมีการผูกเวรกันอยู่ ต้องเจริญพรหมวิหาร 4 เพื่อให้อีกฝ่ายได้รับกระแสแห่งความเมตตากรุณา ความพยาบาทของอีกฝ่ายก็จะลดลง3. อาศัยผู้ที่มีปัญญาเข้ามาในการพูดคุย – พูดกับคนที่พูดแล้วปรับทิฏฐิได้ง่ายที่สุดก่อน ก็จะละลายทิฏฐิให้พอเข้ากันได้Q5: ความเห็นต่างภายในศาสนาพุทธA: เป็นเพราะตัณหาและอุปาทาน ความยึดในจิตว่าส่วนนี้เพียงอย่างเดียวที่ใช่ ส่วนอื่นไม่ใช่ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ- ก็ต้องอาศัยหลัก 3 อย่าง ข้างต้น เพื่อทำลายมิจฉาทิฏฐิ ก็จะทำให้เกิดความเข้ากันได้Q6: การแข่งดีA: กิเลสมีหลายระดับ การเห็นว่าสิ่งนี้ดีกว่าสิ่งอื่น เรียกว่า “การแข่งดี” นั่นคือ กิเลส- แก้ได้ด้วย “มักน้อย” = ปรารถนาให้คนอื่นอย่ามารู้ว่าฉันทำดีอะไรQ7: ทะเลาะเสียงดัง A: “ฟังแล้วไม่เข้าใจ” = เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา ต้องตั้ง “สติ” รับฟัง อย่าเพลินไปตามอารมณ์ความโกรธ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
การระวังความคิด [6851-1u]
ช่วงไต่ตามทาง: เห็นตนดีกว่าผู้อื่น- คุณแชมป์ ได้ฟังรายการธรรมะรับอรุณประมาณ 1 เดือน สังเกตเห็นทิฏฐิของตนว่า ชอบเพ่งโทษผู้อื่น เห็นว่าตนดีกว่าผู้อื่น พูดไม่รักษาน้ำใจผู้อื่น จิตใจแข็งกระด้าง- หลังจากได้ฟังธรรมะจากหลายช่องทาง หลายครูบาอาจารย์ ทำให้เกิดความเข้าใจ เกิดปัญญา จิตใจนุ่มนวลลง มีเมตตากรุณา มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น - การฟังธรรมะ ทำให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงภายในจิตของตนเองได้ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อตน ผู้อื่น และทั้งสองฝ่ายช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: “การระวังความคิด"- อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังวาจาการระวังความคิด- แม้อยู่คนเดียวก็ต้องระวังความคิด- การยกข้ออ้าง สร้างเหตุผล ตำหนิคนรอบข้าง โทษทุกคนยกเว้นตัวเอง มีทัศนคติลบต่อสิ่งต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่า ไม่ได้ระวังความคิด- การปรุงแต่งมี 3 ทาง คือ ทางกาย วาจา ใจการพัฒนา-อุปสรรค- การพัฒนามาคู่กับอุปสรรค- การพัฒนาอยู่ตรงไหน อุปสรรคอยู่ตรงนั้น เช่น มีบางสิ่งเข้ามาทำให้หลุดออกจากมรรค ทำให้รู้ว่าเดินตามมรรคอยู่หรือไม่- จะรู้ถึงความสุขได้ ต้องผ่านทุกข์มาก่อน ต้องเห็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน - จึงต้องมีการ “พัฒนาทักษะ” เพื่อให้เกิดความสำเร็จ (=ภาวนา) โดยดูวิธีการจากคนที่ทำสำเร็จมาก่อนแล้วเอามาใช้เป็นแผนในการพัฒนาของเรา (การกระทำโดยแยบคาย)ความคิดโดยแยบคาย- ความคิดโดยแยบคาย (โยนิโสนมนสิการ = การทำในใจด้วยปัญญาอันแยบคาย) - ทุกความคิดไม่ใช่ว่าดีหมดหรือเสียหมด - ความคิดที่ดี = ความคิดที่เกิดประโยชน์โดยแยบคาย- ความคิดไม่ดี = ความคิดที่บั่นทอนความแยบคาย ให้สูญเสียกำลังใจอิทธิบาท 4 กับ การระวังความคิดฉันทะ = ความคิดที่ทำให้เกิดความมั่นใจว่าต้องทำตามเป้าหมายนั้นได้วิริยะ = ความคิดที่ทำให้เกิดความเพียร กำจัดสิ่งที่เป็นอกุศลในการทำเป้าหมายนั้นจิตตะ = ความคิดใส่ใจในเป้าหมาย, เหนี่ยวนำความสำเร็จที่ต้องการให้เกิดขึ้นมาวิมังสา = ความคิดที่จะพัฒนาปรับปรุงเป้าหมายให้ดีขึ้นโดยสรุป:- การระวังความคิด ต้องระวังทั้งสองด้าน ทั้งความคิดด้านลบและความคิดด้านบวก - ให้นำหลักอิทธิบาท 4 มาพัฒนาวิธีการอันแยบคายที่จะให้เป้าหมายเกิดความสำเร็จขึ้นมาและลงมือทำ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.